เงาที่เห็น เป็นของใคร

     เงา ที่เห็น เป็นของใคร ก่อนอื่นต้องขอโทษเพื่อน ๆ ทุกคนที่เราปล่อยให้รอคอย และได้ติดตามประสบการณ์ขนหัวลุก ที่เราได้เคยเจอในสมัยตอนที่เราเด็ก ๆ ด้วยนะคะ พอดีว่าช่วงเวลาปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา เราสอบได้ และบรรจุ ซึ่งอยู่ในช่วงกำลังเรียนรู้งานใหม่ เลยใช้เวลานานกว่าจะได้กลับมาเล่าให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง เป็นครั้งที่ 2 ต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวประสบการณ์ขนหัวลุกของแม่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามไปดูกัน

เงา ที่เห็น เป็นของใคร

ทุก ๆ ครั้งที่แม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เรา และน้องสาวฟัง ทำให้เราเองไม่กล้าที่จะนอนคนเดียวในช่วงเวลาตอนกลางคืน เรื่องราวเกิดขึ้นที่บ้านพักราชการแห่งหนึ่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ถ้าย้อนไปในสมัยก่อนก็ผ่านมาประมาณ 25 ปีได้ ซึ่งตอนนั้นเราอายุได้ 1 ขวบเศษ และมีน้องสาวอีกหนึ่งคนที่อายุไม่กี่เดือน

เงา ที่เห็น เป็นของใคร

เราขอเล่าลักษณะของบ้านราชการก่อนนะ…

บ้านราชการ จะเป็นบ้านที่เรียงยาวติดกัน ซึ่งมีทั้งหมด 8 ห้อง ต่อ 1 ตึกแถว เรียกว่า บ้านพักห้องแถว แต่ในหน่วยงานราชการ มีบ้านหลากหลายชนิด มีแบบตึกแถว มีแบบบ้านฝาแฝด และแบบบ้านเดี่ยว ซึ่งบ้านแต่ละแบบนั้น เราไม่มีสิทธิที่จะเลือกได้เอง เพราะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง และหน้าที่การงาน ในแต่ระดับชั้น
พ่อ เป็นเพียงตำแหน่งลูกจ้างประจำ ทำงานฝ่ายส่วนรักษาความปลอดภัย หรือเรียกง่าย ๆ ว่า หัวหน้า รปภ. จึงได้บ้านพักห้องแถว พ่อของเราทำงานรักษาความปลอดภัย แบบเป็นกะ แต่ละวัน จะมี 2 กะ (กะเช้า เวลา 08.00 – 20.00 น. และกะเย็น 20.00 – 08.00 น.)
พ่อของเราจะมีหน้าที่เป็นคนทำตารางการทำงาน จัดเวรให้กับลูกน้อง ซึ่งมีลูกน้องทั้งหมด 12 คน จะมีการสับเปลี่ยนกะการเข้าเวร วนเวียนกันไป ในแต่ละวัน จะมีการเฝ้าจุด 2 จุดใหญ่ จุดที่ 1 ประตูทางเข้าหน่วยงานราชการ และส่วนบนอ่างเก็บน้ำเป็นจุดที่ 2

ช่วงหัวค่ำ คืนนั้น…

“จันทร์เจ้าเอ๋ย ขอข้าวขอแกง
ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า
ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง
ขอเตียงตั่งให้น้องข้านอน ขอละครให้น้องข้าดู
ขอยายชูเลี้ยงน้องข้าเถิด ขอยายเกิดเลี้ยงตัวข้าเอง”

ทุก ๆ คืน หลังจากที่แม่จับเรา และน้องสาว รวมถึงตัวของแม่เองทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยทั้ง กินข้าว อาบน้ำ แม่จะนอนกล่อมเพลงให้เรา และน้องสาวฟัง ในคืนนั้น พ่อไม่ได้นอนที่บ้าน และเป็นช่วงที่พ่อจะต้องเข้าเวรกะเย็น เวลา 20.00 – 08.00 น.
ตอนนั้น แม้ว่า ห้องพักแถวนั้นจะมี 2 ชั้น แม่ไม่ได้ขึ้นไปนอนชั้น 2 เพราะเป็นช่วงฤดูร้อน เลยตัดสินใจมานอนชั้นล่าง นอนด้วยกัน 3 คน แม่ลูก ในห้องมีเพียง ทีวี 1 เครื่อง พัดลม 1 ตัว  ห้องไม่กว้างมาก

ขอเล่าตัวบ้านก่อนนะ…

ชั้นล่างจะมีลักษณะ สี่เหลี่ยมพื้นผ้า มีประตูกั้นกลางบ้านอีก 1 บาน ส่วนด้านหน้าจะเป็นห้องโล่ง ๆ และมีห้องน้ำในตัว ส่วนด้านหลังจะเอาไว้เปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งตัว มีตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น ตู้กระจกปิดท้ายด้วยประตูกั้นอีก 1 บาน
เมื่อเปิดประตูเดินออกหลังบ้านก็จะเป็นส่วนพื้นที่โล่ง ๆ เอาไว้ตากผ้า มีเตาแก๊สเอาไว้ทำกับข้าวกับปลา กับเครื่องซักผ้าเก่า ๆ
ตกกลางดึก… แม่ไม่รู้ว่าช่วงนั้นกี่โมงแล้ว มีบางอย่างทำให้แม่ต้องสะดุ้งตื่น เสียงของหน้าต่าง หน้าบ้านค่อย ๆ เปิดออก

“แอ๊ด…” ลากยาวช้าๆ

ในใจแม่ก็คิดว่า คงเป็นลมพัดทำให้หน้าต่างเปิดออก ซึ่งแม่ก็ไม่ได้สนใจอะไร กำลังจะนอนต่อพอได้ที่เคลิ้ม ๆ กำลังจะหลับตา เหลือบไปเห็นเราคลานอยู่นอกมุ้ง ตรงประตูที่กั้นกลางห้องเอาไว้
แม่จำได้ว่าแม่ปิดประตูกลางห้องเอาไว้แล้ว แต่พอสะดุ้งตื่น เห็นเราคลานไปอยู่ส่วนท้ายบ้านได้ไง แม่ก็พยายามเรียกเราให้กลับมานอน “บี มานอนนี่มา ไปทำอะไรตรงนู้น มาเร็ว” ซึ่งตัวเราก็ไม่ยอมคลานมาหาแม่ แม่ก็เริ่มสังเกตเห็นเราทำท่าแปลก ๆ
แม่ก็เลยออกจากมุ้ง พร้อมคำบ่น “พุ๊บๆ โพล่ๆ อยู่ได้น่ารำคาญ…ดึกแล้วเล่นอยู่นั้นหละ” แม่ก็อุ้มเราให้กลับเข้าไปนอนในมุ้งเหมือนเดิม ตอนนั้นแม่ก็หลับต่อ ได้ไม่นาน แม่ได้ยินเสียงประตูหน้าบ้านเปิด เลยทำให้แม่ตื่นขึ้นมาแบบมึน ๆ
เห็นเงาลักษณะเหมือนพ่อเดินผ่านนอกมุ่งไปท้ายบ้าน ตอนนั้นแม่คิดว่าพ่อกลับมาที่บ้าน คงเดินไปท้ายบ้านหาอะไรกิน เลยถามว่า

“อ่าว…ตัวเองกลับมาแล้วเหรอ มาหาอะไรกินเหรอ?” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ

แม่เริ่มโมโห ถามพ่ออีก “เอ้า เป็น Ha อะไร Gu ถามก็ไม่ตอบ” ก็ไร้เสียงตอบกลับอีก
แม่โมโห เลยไม่ได้ถามพ่อต่อเพราะรำคาญ แม่ก็กะว่าจะนอนต่อ หลับตา เคลิ้ม ๆ ตอนที่กำลังหลับ จู่ ๆ แม่มีความรู้สึกได้ว่า เหมือนที่มุ้งตรงปลายเท้า มันขยับ
แม่เลยลืมตาขึ้น แม่ตกใจ นอนนิ่งขยับตัวไม่ได้ จะลุกหนีก็ไม่ได้ ตอนที่แม่เล่าให้ฟังตอนนั้นแม่บอกว่า ร่างกายมันทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่มองที่ปลายมุ้งอย่างเดียว แม่บอกว่าตอนนั้นกลัวมาก
เพราะสิ่งที่แม่เห็นอยู่ตรงปายเท้านอกมุ้ง เป็นเงารูปร่างคนสีดำยืนอยู่ปลายเท้า จ้องมาหาแม่ แม่รู้เลยว่าเงาที่เห็นไม่ใช่พ่อแน่นอน ต้องเป็นอะไรที่น่ากลัวกว่านั้น

เงา สีดำทมึนที่แม่เห็น…

ค่อย ๆ นั่งลง มือข้างหนึ่งก็เปิดมุ้ง เพื่อจะเข้ามาหาแม่อย่างช้า ๆ แม่รีบหลับตา คิดในใจท่อง นโม 3 จบ (บทสวดพระรัตนตรัย)
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธัง ภควันตัง อะภิวาเทมิ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
ธัมมัง นะนัสสามิ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสัโฆ
สังฆัง นะมามิ.

แม่รู้สึกได้ว่า เงานั้นค่อย ๆ คลานมาเรื่อย ๆ จนมานั่งคล่อมตรงกลางตัว ความรู้สึกของแม่ในตอนนั้น คิดอะไรไม่ออกเลย กลัวสุดขีด ท่องบทสวดถูก ๆ ผิด ๆ วนไปวนมา คิดบทสวดอะไรได้ก็ท่องมั่ว ๆ ไป
แม่เรา สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ กลั้นใจลืมตา สิ่งที่แม่เห็นอยู่ตอนนั้นคือ แม่เราสบตาเข้ากับผีเต็ม ๆ ดวงตา 2 ดวง ที่ไม่เห็นรูปร่างแม้แต่ใบหน้า มีแต่เงาสีดำที่เหมือนรูปร่างคนรู้แค่ว่า คือเงาผู้ชาย นั่งกลางตัวของแม่ แล้วก็จ้องมองมาที่แม่อยู่อย่างงั้น
พอแม่เริ่มได้สติ ตอนนั้นแม่ไม่กลัวอะไรแล้ว แม่โมโหมาก 2 ใช้เท้าถีบเข้ากลางลำตัวสุดแรง เงาสีดำลอยทะลุผ่านออกนอกมุ้ง หายเข้าไปในกำแพงบ้าน แม่จำได้ว่า ตอนเด็ก ๆ เคยได้ยินจากผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ถ้าใครเจอผีมาหลอก ให้สาปแช่ง ไม่ต้องให้ผุดให้เกิด แล้วผีก็จะกลัวไปเอง

เงา ของใคร

ตอนที่แม่โมโหอยู่ จู่ ๆ ก็คิดได้ว่าต้องเป็น (นามสมมุตินะคะ) ลุงดาแน่ ๆ เลย ลุงดาเขาเป็นโรคเอดส์ตาย มีลูกสาวฝาแฝด 2 คน และภรรยา  ลูกสาวฝาแฝดก็อายุไล่เลี่ยกับเรา เป็นเพื่อนเล่นในกลุ่ม มีเรา และน้องสาว รวมกัน แก๊ง 4 คน
ลุงดาทำงานหน่วยงานเดียวกับแม่ แต่อยู่คนละฝ่าย ซึ่งก็นอนที่บ้านพักราชการที่เป็นตึกแถวเหมือนกัน แต่อยู่อีกตึกหนึ่ง ซึ่งไม่ห่างกันมาก แม่บอกว่า ตอนที่ลุงดาเสียชีวิต ประมาณ 2 อาทิตย์ ภรรยาของลุงดาก็เริ่มเข้าไปจีบ รปภ. คนหนึ่ง
(นามสมมุตินะคะ) ชื่อว่า อาเบียร์ เป็นผู้ชายรูปร่างตัวใหญ่ สูง หุ่นดี แต่อาเบียร์ไม่เอาภรรยาของลุงดา เพราะกลัวว่าจะติดโรคเอดส์ ตกกลางคืน ภรรยาของลุงดาคิดอะไรไม่รู้ จู่ ๆ คืนนั้นได้ปีน เข้าไปหาอาเบียร์ถึงที่ห้อง

พอแม่ได้นึกถึงเหตุการณ์นี้เลยแม่นใจว่า ต้องเป็นลุงดาที่มาหาแม่แน่ ๆ เพราะลุงดาเป็นคนที่หึง และหวงลูกสาวฝาแฝดทั้ง 2 คน ลุงดาคงคิดว่าแม่ต้องเป็นแม่สื่อ เพื่อให้ภรรยาของลุงดา ได้ครองรักกับอาเบียร์
ก็อย่างที่รู้ ๆ แม่กับภรรยาของลุงดาสนิทกัน เพราะเรา น้องสาวเรา และฝาแฝด 2 คน เป็นเพื่อนเล่นกัน แต่แม่ยืนยันว่า แม่ไม่รู้เรื่องเลยว่า ภรรยาของลุงดากำลังจะจับอาเบียร์มาเป็นสามีคนใหม่ นี่ก็เพิ่งจะรู้ข่าวพร้อม ๆ กับคนอื่นว่า ภรรยาของลุงดาปีนหน้าต่างไปหาอาเบียร์
แม่เลยพูดขึ้น ลอย ๆ เผื่อลุงดาจะยังอยู่ใกล้ๆ ว่า “ไอ่ดา กูไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยนะ กูไม่ได้จะช่วยให้ 2 คนนั้นได้คบกัน ขอให้ไปสู่สุคติน่ะไอ่ดา” ตั้งแต่เหตุการณ์คืนนั้นผ่านไป แม่ก็ไม่เคยเจอเงาสีดำอีกเลย

     สำหรับเรื่องราวลึกลับสุดหลอน อย่าง เงาที่เห็น เป็นของใคร เพื่อน ๆ คนไหนได้ติดตามอ่านแล้ว ใครเคยมีประสบการณ์เหมือนกับเรา ก็สามารถ Comment เข้ามาแชร์กันได้นะคะ

เรื่องผีสยองขวัญ อีกหนึ่งเรื่องที่อยากแนะนำ ก็คือ ตำนานผีสิง ใน 9 ปราสาทสุดหลอน เป็นเรื่องราวจากทั่วทุกมุมโลก ที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ชวนให้ทุกคนไปขนหัวลุกกัน จะมีที่ไหนบ้างนั้น แล้วที่นั่นเราเคยไปหรือไม่ ต้องตามไปดู

Related Posts